
เป็นเหมือนผมไหมครับ ทุกวันนี้แทบจะเป็นหนูติดจั่น เพราะตั้งแต่ลืมตาตื่น เราก็ดูจอมือถือกันแทบจะตลอดเวลา ระหว่างขับรถ ทำงานไปก็ดูจอไป กลับมาบ้านก็ดู ไม่หลับไม่นอนดูซีรี่ย์ ติดหน้าจอกันงอมแงม ฝรั่งเค้าเรียกอาการแบบนี้ว่า Hamster wheel
ข้อมูลจากรายงาน Digital 2025: Thailand ของ We Are Social (2025) ระบุว่า คนไทยใช้เวลาเฉลี่ย 5 ชั่วโมงต่อวันในการดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ถ้าวันนึงเรานอน 8 ชั่วโมง ตื่น 16 ชั่วโมง เราใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือไปถึง 1 ใน 3 เลย ในขณะที่ องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน
เราใช้มือถือทำอะไรกันบ้าง เล่นโซเชี่ยล ยูทูป ติ๊กต๊อก เน็ตฟิก สิ่งเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เราเป็นได้แค่ผู้เสพ หรือ Consumer คนที่รวยกลับเป็นเจ้าของโซเชี่ยล เจ้าของNetflix ในขณะที่เรายัง “จน” อยู่เหมือนเดิม และเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
การเสพข้อมูลหรือความบันเทิงไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้ามากเกินไป เราจะติดอยู่ใน Hamster wheel จนออกไม่ได้
เคยสังเกตไหมครับว่า สิ่งแรกที่เราตื่นมาทำตอนเช้าคืออะไร ถ้าการจับมือถือ เปิดเฟสบุ๊ค เป็นสิ่งแรกที่ทำ นี่เริ่มน่ากลัวแล้วครับ
การเป็นผู้เสพหรือ Consumer ไม่ได้ทำให้เราเติบโตก้าวหน้า หรือมีรายได้ แต่การเปลี่ยนตัวเองเป็น Creator หรือผู้สร้างสรรค์ ต่างหากที่จะทำให้เรากลายเป็นคนที่มีความรู้รอบด้านมากขึ้น และนำมาซึ่งรายได้
การเป็น Creator ไม่ใช่การถือโทรศัพท์ออกไปเดินถ่ายโน่นนี่ หรือการอัดคลิปเต้น แล้วเอามาโพสลงโซเชี่ยล
แต่ Creator เป็นการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเราเองขึ้นมา เป็นผลงานที่รวบรวมความรู้จากคอนเทนท์ที่เราเสพ แล้วเอามาพัฒนาสร้างสรรค์เพื่อให้กลายเป็นองค์ความรู้เฉพาะของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด แต่งเพลง อัดคลิปสอนเรื่องต่างๆ หรือ การเขียนโพสต์ที่มีประโยชน์ เป็นต้น
และสามารถนำความรู้ที่สร้างสรรค์ขึ้น นั้นมาใช้ประโยชน์พัฒนาตัวเอง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงานได้ ทำให้มีประสิทธภาพในการทำงานที่สูงขึ้น และสามารถแบ่งปันความรู้นี้ให้ผู้อื่นได้
แล้วถ้าเราอยากจะพาตัวเองไปเป็นครีเอเตอร์ จะสามารถทำได้อย่างไร วันนี้ผมมี 5 นิสัยที่จะเปลี่ยนเราเป็น Creator มาแนะนำ เป็น 5 นิสัยที่ Creator ระดับโลกมีเหมือนๆกัน
ช่องยูทูปเบอร์ชาวญี่ปุ่นชื่อ Osamu Sugiyama ได้ทำการบันทึกและรวบรวมกิจกรรมที่นักคิดสร้างสรรค์ระดับโลกที่มีชื่อเสียงทำเหมือนๆกัน ผ่านนักคิดสร้างสรรค์ จำนวน 180 คน ได้ออกมาเป็น 5 นิสัย ที่ช่วยส่งเสริมให้เราเป็นนักสร้างสรรค์ได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างรายชื่อนักสร้างสรรค์ที่อยู่ในลิส เช่น Steve Job อดีตซีอีโอของ Apple ผู้อยู่เบื้องหลังความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาสินค้าของ Apple , นักเขียนชื่อดังอย่าง Haruki Murakami , Steven King หรือแม้แต่ผู้กำกับภาพยนต์อย่าง Chistopher Nolan
มาดูกันครับว่า 5 นิสัยมีอะไรบ้าง เรียงลำดับจากนิสัยที่ทำเหมือนๆกันจากน้อยไปมาก
อันดับ 5 การเดิน
Creator จำนวน 69 คนจาก 180 คน ทำกิจกรรมการเดินเหมือนๆกันในทุกเช้าหรือระหว่างวัน
การเดินเป็นเหมือนการผ่อนคลายความเครียดและการสร้างสมาธิให้กับสมอง ช่วยให้เกิดไอเดียใหม่ๆขึ้นมาระหว่างเดิน
Ryan Holiday นักเขียนสายสโตอิก เคยแนะนำกิจวัตรที่เขาทำเป็นประจำในช่องยูทูป ว่าคือการเดิน
Dr.Jame DiNicolantonio เจ้าของหนังสือ The Salt Fix ได้โพสต์แนะนำบ่อยมากบนเฟสบุ๊คว่า ถ้ารู้สึกกังวลใจไม่สบายใจ ให้ออกไปเดิน
เห็นได้ว่าการเดินมีประโยชน์ทั้งร่างกายและทางอารมณ์ นักสร้างสรรค์ที่เดินเป็นประจำ อย่างเช่น บีโธเฟน ก็มีบันทึกไว้ว่าชอบการเดินเล่น หรือ Steve Job ที่มักจะออกไปเดินเล่นและประชุมไปด้วยระหว่างเดินเล่น
อันดับ 4
มี2หัวข้อที่ได้คะแนนเท่ากันคือ 73 คนจาก 180 คน
4.1 การ Input หรือการหาข้อมูลเข้ามาเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ เพราะคนที่เป็น Creator ต้องใช้ความคิดตลอดเวลา ข้อมูลหรือ Input จึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ การรับข้อมูลใหม่ที่เป็นประโยชน์ช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์ใหม่ๆได้ในภายหลัง
ในปัจจุบันจะว่าง่ายก็ง่าย ที่เราจะ Input อะไรเข้ามาใส่ตัวเรา เพราะมีข้อมูลอยู่รอบตัวเราไปหมด แต่จะว่ายากก็ยากเพราะหลายๆครั้งข้อมูลมันมากเกินไป เราจึงต้องคัดกรองข้อมูลให้มากขึ้น
4.2 การตื่นเช้า แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่การตื่นเช้าก็กลับเป็นเรื่องยากของใครหลายๆคน
การตื่นเช้ามีข้อดีคือ เราสามารถตื่นมาทำเรื่องต่างๆ มีเวลาสะสางงานมากขึ้น ในขณะที่คนอื่นยังนอนอยู่ เราจะยิ่งมีสมาธิมมากกว่าปกติเพราะว่ามันเงียบ
บางคนใช้เวลาช่วงเช้าในการออกกำลังกายตัวอย่างเช่น Haruki Murakami ตื่นนอนตอนตี4
การตื่นเช้า ยังคงมีประโยขน์ในเชิงสุขภาพอีกด้วย เพราะเป็นการ Set นาฬิกาชีวิตให้เราตื่นและนอนตามดวงอาทิตย์ พระอาทิตย์ตกเรานอน พระอาทิตย์ขึ้นเราก็ตื่น
อันดับ 3 Communication
มีจำนวน 78 จาก180 คน ความเข้าใจเดิมๆของเรามักจะคิดว่านักสร้างสรรค์หรือศิลปินส่วนใหญ่จะเก็บตัว แต่จากข้อมูลมีตัวอย่างให้เห็น เช่น ปิกัสโซ มีแขกมาเยี่ยมเขาอยู่บ่อยๆ
Communication เป็นการสื่อสารเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนไอเดียหรือแนวคิดใหม่ๆ คล้ายๆการรับ Input และส่ง Output ออกไป อีกทางหนึ่ง
การมี Communication กับคนในครอบครัวก็เป็นอีกลักษณะนิสัยที่หลายคนมี
แถมครับ จากข้อมูลที่มีการรวบรวม มีอยู่ 34 คน ชอบกินกาแฟ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์มากน้อยแค่ไหน
อันดับ 2 Journaling
มีจำนวน 92คน จาก 180 คน จากผลสำรวจที่นักคิดสร้างสรรค์นิยมทำมากเป็นอันดับ 2 คือ Journaling หรือการเขียนบันทึก
ไม่ว่าจะเป็นการ Memo หรือการวาดภาพ สเก็ต เป็นการช่วยให้ Imagine ดีขึ้น อย่าง Chistopher Nolan ก็ใช้วิธีการบันทึกใน PC , Davinci ก็ใช้การเขียนและการวาดภาพจดบันทึก บางคนก็เดินไปจดบันทึกไป
จากคำกล่าวของ David McCullough ที่ว่า
“Writing is thinking. To write well is to think clearly. That’s why it’s so hard.”
การเขียนคือการคิดอย่างหนึ่ง เขียนได้ดีก็คิดได้กระจ่าง มันถึงเป็นเรื่องที่ยากมากๆ
การทำ Journaling หรือจดบันทึก มีหลากหลายเทคนิค ทั้งการใช้แอปมือถือ ทั้งการใช้สมุดโน้ตกับปากกา แต่โดยเป้าหมายสูงสุดของการจดบันทึก คือการบันทึก เพื่อให้เราจำมันได้ไม่ลืม และการคิดผ่านการเขียน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆออกมาได้
อันดับ 1 Output
มีจำนวนมากถึง 152 จาก 180 คน การ Output หรือการสร้างผลงานออกมา มีข้อสังเกตอยู่ 2 ข้อคือ
- Output ออกมาทุกวัน จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ต้องทำทุกวัน ทำอย่างต่อเนื่องแม้ในวันที่ไม่มีอารมณ์ อย่าง Stephen King ก็เขียนนิยายทุกวัน เขากำหนดให้ตัวเองเขียนหนังสือทุกวัน ขั้นต่ำวันละ 1000-2000 ตัวอักษร (ว่ากันว่าประมาณ 6 หน้ากระดาษ)
- ทุกคนจะ Output ออกมาเป็นประจำ ตั้งแต่ก่อนที่จะมามีชื่อเสียง หลังมีชื่อเสียงก็ยังทำอยู่
การที่จะมี Output ออกมาได้นั้น ก็ต้องมมี Input ที่ดี อ่านหนังสือที่ดี ได้พูดคุยกับคนที่มีความรู้มีประสบการณ์ ก็จะได้ Input ที่ดีมาเป็นสารตังต้นเพื่อใช้ในการสร้าง output
จะเห็นได้ว่าการเป็นนักสร้างสรรค์หรือ Creator นั้นไม่ใช่พรสวรรค์ (Talent) แต่เป็นการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ทีละเล็กทีละน้อยจนเกิดเป็นนิสัย จากนิสัยจะกลายเป็น Identity เฉพาะของเรา
ดังที่ Jame Clear เขียนไว้ในหนังสือ Atomic Habit ว่า
“Every action you take is a vote for the type of person you wish to become.”
— เราจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่เราเลือกทำ
ทั้ง 5 นิสัยนี้เราสามารถเริ่มทำได้เลย โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์อะไร ก็จะช่วยให้เราเป็นนักสร้างสรรค์ได้ดีขึ้น
การตัดการรบกวนและการดึงความสนใจของโทรศัพท์มือถือออกไป ก็จะทำให้เรามีสมาธิ และที่สำคัญมีเวลาเหลือ ที่จะไปทำกิจกรรมที่มีประโยชน์และอาจจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้ด้วย
เรามาลองปิดแจ้งเตือนมือถือ แล้วเอามือถือไว้ห่างตัวกันซัก 1 ชั่วโมงดูไหมครับ แล้วมาเริ่มสร้างอะไรซักอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองกันดีกว่าครับ อย่างการอ่านหนังสือ การเขียนโน้ต เขียนไดอารี่สั้นๆ
ช่องยูทูปของ Osamu Sugiyama
https://youtu.be/n2J2uPyhZ30?si=Qfw-EFNS-S8pLIE7
หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วสนใจ อยากอ่านบทความแบบนี้ก่อนใคร คลิ๊กที่ลิงค์นี้ได้เลย